เกษตร AEC



 

อนาคตเกษตรไทยภายใต้ AEC (เสวนา”อนาคตเกษตรกรไทยภายใต้เออีซี”)

ผ่านพ้นกันไปกับเวทีเสวนาเรื่อง “อนาคตเกษตรกรไทยภายใต้เออีซี” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีหลากหลายมุมมองที่น่าสนใจจากเหล่าบรรดาวิทยากรที่ร่วมบรรยายบนเวที


เริ่มจาก นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ตั้งข้อสังเกตว่า อาเซียนส่งออกสินค้าเกษตรไปทั่วโลกมาก แต่การค้าขายระหว่างอาเซียนด้วยกันเองกลับมีน้อยแค่ 25% ของการส่งออกไปนอกภูมิภาคยกเว้นการส่งออกอาหารที่ ไทยส่งออกให้อาเซียนมากถึง 47% โดยสินค้าที่ อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, น้ำตาล (ไทย) น้ำมันปาล์ม (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) และกุ้ง (ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย) เมื่อวิเคราะห์ไปถึงผลกระทบของข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยการศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ก็พบว่า ประเทศในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นประเทศยากจนและพึ่งเกษตรเป็นหลัก ได้รับระโยชน์จากข้อตกลง AECมาก ขณะที่ ไทยได้ประโยชน์น้อยที่สุด กลุ่มที่ได้ประโยชน์ของไทยคือ ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน และนำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นมาก แต่มองว่าภาคเอกชนจะใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษด้านภาษีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากต้นทุนการค้าสูงกว่าส่วนต่างภาษี


กระนั้นในอนาคตมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ต่อหัวสูง ขึ้น ทำให้ความต้องการอาหารแปรรูปเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ที่ ผลิตในอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยผู้ได้รับประโยชน์ ได้แก่ ผู้ส่งออกรายใหญ่ โรงงานแปรรูปอาหารรายใหญ่


เกษตรกรที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูง โดยเฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ในพื้นที่ชลประทานและผู้บริโภค โดยผู้เสียประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเกษตรกรที่มีต้นทุนสูง แข่งขันไม่ได้ ทำให้อาจตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ

ซึ่งที่ผ่านมารัฐได้ตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตร หรือกองทุนเอฟทีเอตั้งแต่ปี 2547 วงเงิน 583 ล้านบาท ดำเนินโครงการ 14 โครงการ ในสินค้า 8 ชนิดแต่พบว่าไม่ได้ผล ความสามารถในการแข่งขัน น้ำตาลเป็นสินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง สำหรับข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ ข้าวนึ่ง มันสำปะหลัง และไก่ มีความสามารถในการแข่งขันทรงตัว อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันเริ่มลดลงหลังนโยบายรับจำนำในเดือน ต.ค. 2554 ยิ่งไปกว่านั้น โครงการจำนำข้าวของรัฐทำให้ ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง อีกทั้งทุกวันนี้รัฐมีสต๊อกข้าวมากถึง 12 ล้านตัน เกิดคำถามตามมามากว่าจะนำไปขายให้ใครได้เพราะหลายฝ่ายประเมินกันแล้วว่า อนาคตตลาดส่งออกข้าวของไทยจะลดลง แต่เพิ่มที่ประเทศคู่แข่งแทน โดยเฉพาะผู้ส่งออกหน้าใหม่ พม่า ที่กำลังพยายามเปิดประเทศสู่ระบบการค้าของโลกมากขึ้น


อีกสินค้าที่น่าเป็นห่วงคือ ปาล์มน้ำมันทุกวันนี้ไทยก็ขาดความสามารถในการแข่งขัน อนาคตเกษตรไทยจึงมี 3 ทางให้เลือกคือ


กรณีที่ 1 รัฐบาลยังคงใช้นโยบายรับจำนำต่อไป ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวมากขึ้นแต่เป็นข้าวคุณภาพต่ำ ปลูกพืชอื่นน้อยลงเกษตรกรไทยขาดความสามารถในการแข่งขันลดลง ภาคเกษตรไทยจะเสื่อมสลาย


กรณีที่ 2 รัฐบาลปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เกษตรกรจะปรับปรุงตัวเองรู้จักเปรียบเทียบต้นทุน ภาคเกษตรจะแข่งขันได้ แต่ขนาดภาคเกษตรจะลดลงฟาร์มใหญ่ขึ้น ใช้เครื่องจักรมากขึ้นคุณภาพของผลผลิตสูงขึ้น รายได้เกษตรสูงขึ้น


กรณีที่ 3 รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยผลิตและส่งออกสินค้าคุณภาพ นำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ ทำให้ภาคเกษตรเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ส่งออกในรูปอาหารมากขึ้น


ดูจากทางเลือกทั้ง 3 กรณีแล้ว นโยบายในอนาคต รัฐควรต้องเน้นการวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพิ่มผลิตภาพแรงงานงาน วิจัยด้านเทคโนโลยีการจัดการโลจิสติกส์ การวิจัยเอกชน การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในต่างประเทศ โดยเฉพาะการขายเทคโนโลยีการเกษตร


อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่ไทยต้องให้ความสนใจอย่างมากคือ อินโดนีเซียซึ่งมีประชากร 200 ล้านคน แถมชื่นชอบผลไม้ไทยและอาหารไทยมาก ถือเป็นโอกาสที่ดีของไทย โดยที่ผ่านมาไทยมีการค้ากับประเทศอาเซียนประมาณ 19%กับญี่ปุ่น 14% สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) รวมกัน 10% โดยยอดการค้าด้านสินค้าเกษตรของไทยกับอาเซียนในปี2554 ส่งออกได้ 2.4 แสนล้านบาท นำเข้า6.5 หมื่นล้านบาท ในทางกลับกัน เมื่อการค้าเปิดเสรีมากขึ้น มาตรการทางภาษีใช้ไม่ได้ แต่ละประเทศก็จะมีมาตรการด้านอื่นเข้ามากีดกัน เช่น ด้านสุขอนามัย ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

สมพร อิศวิลานนท์สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่า การปรับตัวของรัฐเพื่อหาประโยชน์จากเออีซี ควรต้องทบทวนนโยบายการแทรกแซงกลไกตลาดและประชานิยมให้สมดุลกับนโยบายเพิ่มผล ผลิตและความสามารถในการแข่งขัน


ที่มา: บางส่วนจากงานเสวนา”อนาคตเกษตรกรไทยภายใต้เออีซี”





เปิด AEC ภาคการเกษตรไทยได้หรือเสีย   [วันที่ 2 พ.ค. 2555 ]


         ปัจจุบันความตื่นตัวเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนทุกมากขึ้นในทุกภาคส่วนของผู้คนในขณะนี้ ว่าจะมีผลดีผลเสียต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างไรบ้างหลังจากเปิด AEC แล้ว โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม จะมีผลกระทบในเชิงลบ หรือทางบวก ได้รับผลประโยชน์จาก AEC มากน้อยเพียงได ต้องปรับตัวหรือเตรียมกันอย่างไร


          สำหรับประชาคมอาเซียน (Asean Economic Community : AEC) ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิก10 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ บรูไน มีประชากรรวมกัน ประมาณ 600 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่าตลาดการค้าการลงทุนจะขยายเพิ่มจาก 62 ล้านคนภายในประเทศไทยเป็น 600 ล้านคน การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากเดิมที่มุ่งเน้นผู้บริโภคคนไทยด้วยกัน ต่อจากนี้จะต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่ที่อยู่ในอีก 9 ประเทศเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน ก็จะมีเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและอาหารในอีก 9 ประเทศที่คิดเช่นเดียวกันกับเรา และจะเข้าสู่ตลาดและดำเนินนโยบายทางการผลิตและการตลาดแข่งขันกับเรา เช่น นโยบายทางด้านราคา ด้านต้นทุนและด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร เป็นต้น


          ดังนั้น การเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเชียน หรือการเปิดเสรีทางการค้าจะทำให้สินค้าเกษตรและอาหารจะเคลื่อนย้ายผ่านกลไก การขนส่งได้อย่างเสรี ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเพิ่มพูนปริมาณการค้าและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศให้เพิ่มขึ้น จากการที่สินค้าเกษตรและอาหารจะถูกส่งไปจำหน่ายยังตลาดของประเทศในกลุ่มด้วย ต้นทุนที่ถูกลง เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรที่แต่ละประเทศได้เคยกำหนดไว้ ระบบตลาดจะปรับตัวเข้าสู่สภาวะที่ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายจะดำเนินการผลิตสินค้า ที่ตนเองมีความได้เปรียบในการแข่งขัน กล่าวคือผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่ยังรักษา ระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า ผู้ผลิตที่มีประสบการณ์หรือทักษะในการผลิตสูง และสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตทีมีคุณภาพได้ในราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ จะดำเนินการผลิตสินค้าและส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ผลิตรายอื่นก็จะปรับตัวหันไปผลิตสินค้าที่ตนเองมีความถนัด กว่า จึงเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน โดยสินค้าที่แลกเปลี่ยนกันนั้นผู้ซื้อจะมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นและมีราคาจำหน่ายหรือมีต้นทุนต่ำกว่า


          นอกจากนั้นทรัพยากรภายประเทศของแต่ละประเทศ จะถูกใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีขึ้นกว่าการไม่เปิดเสรี เช่น สินค้าบางประเภทเราจะพบเห็นว่าเวลาเพื่อนเดินทางไปต่างประเทศจะมีการฝากซื้อ สินค้า เนื่องจากว่ามีราคาถูกกว่าการซื้อภายในประเทศ ทั้งนี้ในการกลับกันก็เป็นเช่นเดียวกัน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารนั้น เป็นการดำเนินการตกลงกันที่จะลดอุปสรรคทางการค้าทางด้านภาษีศุลกากรโดยการลด และเลิกไปในที่สุด ส่วนอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ละประเทศยังสามารถที่จะกำหนดได้ เช่น เงื่อนไขมาตรการสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ ที่แต่ละประเทศมีกฎ ระเบียบไว้เพื่อการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ได้รับอันตรายจากการบริโภค สินค้าและอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี สารชีวภาพ วัตถุอันตรายต่างๆ และเงื่อนไขพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่รักษาระดับความหลากหลายทางชีวิภาพของ ประเทศ ทั้งสินค้าที่จะนำเข้ามาหรือจะนำออกไป


          ดังนั้นในการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารนั้น เกษตรกรในทุกระดับจะต้องปรับตัวโดยการติดตามข้อมูลทางการตลาด พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค ข้อมูลการผลิตของเกษตรกรในต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพกะบวนการผลิต การสร้างความแตกต่างในสินค้า ที่สำคัญการปรับตัวเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานกระบวนการผลิตและมาตรฐาน สินค้า และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ


          ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันได้ว่าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งผลิตด้วยกระบวนการที่ ปนเปื้อนสารเคมี วัตถุอันตรายและมีราคาถูก จะไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายได้ภายในประเทศไทยและกลายเป็นคู่แข่งขันหรือทาง เลือกให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทส นอกจากนั้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรให้สามารถเข้า สู่ตลาดอาเซียน จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนบทบาทของเกษตรกรรายย่อยให้มีพื้นที่ทาง การตลาดในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น


          นอกจากการเปิดเสรีทางด้านการค้าและ ประชาคมอาเซียนยังเปิดให้มีการลงทุนอย่างเสรี จะส่งผลให้นักลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายการเงินทุนหรือการเคลื่อนย้ายฐานการ ผลิตสินค้า กล่าวคือ นักลงทุนไทยสามารถไปลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น การไปลงทุนทำธุรกิจรวบรวมสินค้าเกษตรและแปรรูปแล้วส่งออกไปจำหน่าย (โรงสีข้าว โรงงานมันสำปะหลัง) หรือการลงทุนทำการเกษตรกรรมผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้น แล้วส่งออกผลผลิตมาแปรรูปขั้นกลาง ขั้นสูงในประเทศไทย เป็นต้น ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็จะมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนสร้างโรงงาน แปรรูปสินค้าเกษตรขั้นกลางและขั้นสูง หรือ การลงทุนผลิตปัจจัยการผลิตทางด้านการเกษตร เช่น เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร เทคโนโลยีทางด้านการเกษตร เป็นต้น


          ระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้ จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดปัจจัยการผลิต เกษตรกรจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ในการเลือกซื้อปัจจัยการผลิตที่มีมาตรฐานคุณภาพและราคาที่ถูกกว่าโดยเปรียบ เทียบ ขนาดการผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้นจะปรับตัวให้เหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรแต่ ละครัวเรือน นั้นหมายถึงเกษตรกรไทยจะมุ่งผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นคุณภาพ มากกว่าเน้นปริมาณ ที่ซึ่งเกษตรกรไทยมีความแตกต่างจากการใช้ฝีมือการผลิตที่เป็นจุดแข่ง รายได้สุทธิจากการผลิตจะปรับตัวเปลี่ยนผ่านเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดเข้าสู่สมดุล ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรจะลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับตัวจากระบบการผลิต ที่ใช้แรงงานเข้มข้นเน้นปริมาณ ไปสู่ระบบการผลิตที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้มข้นและเน้นคุณภาพสินค้า


          อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในเรื่องการเปิดเสรีการลงทุนนั้น จะต้องมีกฎระเบียบในการกำกับดูแลและสร้างบรรยากาศการลงทุนที่โปร่งใส่ เพื่อให้โอกาสแก่นักลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ต้องการเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรของประเทศหรือมา ลงทุนในกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของไทย และที่สำคัญจะต้องสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีที่นักลงทุนนำเข้ามา มิฉะนั้นประเทศไทยจะเสียโอกาสและไม่ได้ประโยชน์


          การเปิดเสรีทางด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน เมื่อมีระบบเศรษฐกิจอาเซียนมีการปรับตัวเข้าสู่สมดุลรอบใหม่แล้ว และจากการที่ปริมาณการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของแต่ละประเทศขยายตัว จะส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานทางด้านเกษตรรวมทั้งแรงงานฝีมือด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานที่มีทักษะฝีมือจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศ ค่าจ้างแรงงานภายในกลุ่มอาเซียนจะปรับตัวเข้ามาใกล้เคียงกันตามสภาพแวดล้อม การทำงานหรือมีความแตกต่างกันน้อยลง โอกาสที่แรงงานภาคเกษตรที่เป็นชาวต่างประเทศที่เคยมีอยู่ภายในประเทศจะ เคลื่อนย้ายกลับสู่ประเทศเดิมจึงมีสูง ทั้งนี้รวมถึงแรงงานฝีมือของไทยก็อาจถูกจ้างในราคาที่สูงกว่าเพื่อไปทำงานใน ระดับการควบคุมกระบวนงานการผลิตด้านการเกษตร ในประเด็นนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย ซึ่งผลกระทบจะมาก่อนโอกาส นั้นหมายถึง จะกดดันเร่งเร้าให้เกษตรกรต้องปรับตัว ต้องขยันเรียนรู้และก้าวทันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาเรียนรู้ในทุกๆด้านเพื่อวิเคราะห์หาทางเลือกที่จะอยู่ร่วมและอยู่รอด โดยการปรับลดขนาดการผลิตให้เหมาะสม กล่าวคือ เหมาะสมกับแรงงานภายในครัวเรือน และหันไปใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาทดแทนแรงงาน และหรือปรับระบบการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความแตกต่าง และเมื่อก้าวข้ามผลกระทบไปได้โอกาสทางการตลาดที่ดีกว่าจะเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามการเพิ่มขีดความสามารถ หรือการเพิ่มสมรถนะของแรงงานภาคการเกษตรมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันเกษตรบางส่วนเป็นเพียงผู้จัดการแปลงผู้จัดการนา จ้างแรงงานที่มีทักษะบ้างไม่มีทักษะบ้างเข้ามาทำงานในแต่ละขั้นตอนการผลิต ซึ่งผู้จัดการก็ขาดความรู้ความเข้าใจในการควบคุมกระบวนการผลิตให้มี ประสิทธิภาพ


          โดยสรุปการเปิดเสรีสินค้าเกษตรในกรอบของ AEC สำหรับประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากภาษีที่ลดลง มีตลาดที่กว้างขึ้น สินค้าวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยการผลิตนำเข้าราคาถูก ทำให้ลดต้นทุนการผลิตเพื่อการส่งออกเสริมสร้างโอกาสในการลงทุน ขยายกิจการ ย้ายฐานการผลิต เกิดการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ในสินค้าและบริการ มีการพัฒนาและเพิ่มคุณภาพบุคลากร แรงงาน ลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพิ่มอำนาจการซื้อมากขึ้นในส่วนของผลกระทบ จะมีผลต่อเกษตรกรของไทยบางส่วนอาจทำให้ราคาสินค้าตกต่ำได้ เมื่อมีการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากอาเซียน 9 ประเทศ อุตสาหกรรมเกษตรที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำอาจแข่งขันไม่ได้ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจะถูกนำมาใช้มากขึ้น นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น แรงงานฝีมือของไทยอาจเคลื่อนย้ายออกไปตลาดต่างประเทศที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ทางผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการหา มาตรการมารองรับและหาทางออกไว้พร้อมแล้ว




รายการผลิตภัณฑ์
ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อภาษาอังกฤษ ราคา หมายเหตุ
 1. แอ็คมีนาโน      
 2. แอ็คมีเพาเวอร์      
 3. แอ็คมีซอย      
 4. แอ็คมีเบรค      
 5. แอ็คมีสต็อป